เคล็ดลับแรก คือ ต้องแต่งหน้าในแสงธรรมชาติ ถ้าอยู่ในอาคารให้หลีกเลี่ยงการแต่งหน้าในห้องที่มีไฟสีเหลืองนวล เพราะจะทำให้สีเพี้ยนหรือแต่งหน้าหนาเหมือนงิ้วได้ง่ายๆ ทางที่ดีควรจะแต่งหน้าในแสงจากหลอดฟลูออเรสเซนต์
สำหรับขั้นตอนพื้นฐานง่ายๆ คือ ทาแป้งฝุ่น เมื่อถ่ายรูปแล้วเปิดแฟลช หน้าจะได้ไม่มันเงา ใช้แปรงหัวใหญ่ขนแปรงนุ่มปัดบางๆ บริเวณที่จะถูกแสงกระทบมากที่สุดคือ จมูก แก้ม และหน้าผาก โดยอาจต้องเติมแป้งเป็นระยะเมื่อเห็นว่าแป้งเริ่มหลุดหรือหน้าเริ่มมัน
ถ้าให้ช่างมืออาชีพช่วยแต่งหน้า ควรให้มีการเทสแต่งหน้าดูก่อนว่าชอบหรือไม่ และลองถ่ายรูปทั้งในแสงธรรมชาติและเปิดแฟลชด้วยว่าออกมาพอดีหรือไม่ เพราะบางทีการแต่งหน้าที่ดูไม่ค่อยสวย เมื่อถ่ายรูปออกมาแล้วอาจดูสวยเป็นธรรมชาติมากกว่าการแต่งหน้าแบบที่แต่งในชีวิตประจำวัน
ถ้าเป็นงานที่ยาวนานตั้งแต่เช้าจรดค่ำ สิ่งที่สำคัญที่สุดคือรองพื้นดีๆ ที่จะไม่ไหลเป็นคราบเมื่อถูกเหงื่อ และไม่เปลี่ยนสีหรือไหลเยิ้มเมื่อเจอความร้อน และเมคอัพ 3 อย่างที่ต้องมีติดตัว คือ ดินสอเขียนขอบตา ชิมเมอร์อายแชโดว์ และลิปกลอสสีสวยๆ เพื่อจะได้เติมหน้าให้ดูสวยสดใสอยู่เสมอ
ข้อควรระวังคือ อย่าแต่งหน้าอินเทรนด์เกินไป เช่นลากอายไลเนอร์ยาวเฟื้อย แต่งตาแบบสโมคกี้อาย หรือปัดแก้มแดงแจ๋ เพราะเมื่อเวลาผ่านไปแล้วกลับมาดูรูปอีกครั้งคุณจะดูเชย ทางทีดีควรแต่งหน้าแบบคลาสสิคในโทนนู้ดจะได้ดูเป็นธรรมชาติ
สำหรับผู้หญิงอายุ 40 ขึ้นไป สามารถแต่งหน้าให้ดูสดใสโดยใช้เมคอัพโทนสว่างที่จะสะท้อนแสงทำให้หน้าดูมี น้ำมีนวล แต่ต้องกลมกลืนกับโทนสีผิวด้วยจะได้ดูไม่หลอกตา และทาชิมเมอร์บางๆ ลงบนโหนกแก้มเพื่อเพิ่มประกายสดใสให้ใบหน้า
ปิดท้ายด้วยเคล็ดลับการดูแลผมสำหรับวันพิเศษสักเล็กน้อย เพราะถ้าหน้าเด้งแต่ผมแห้งกรอบก็จะทำให้ความสวยลดลงกว่าครึ่ง อยากให้ผมสวยสุขภาพดีควรหมักผมสัปดาห์ละหนึ่งครั้งหรืออย่างน้อยสองสัปดาห์ ครั้งอย่างน้อย 3 เดือนก่อนวันงาน และหากต้องการตัดผมควรตัดผมก่อนวันสำคัญประมาณ 2-3 สัปดาห์ เพราะหากมีข้อผิดพลาดจะได้แก้ไขทัน
ลิงค์ที่เกี่ยวข้อง http://women.mthai.com/forum/topic/316595
เสื้ออ้วน
เสื้อBig size
สำหรับขั้นตอนพื้นฐานง่ายๆ คือ ทาแป้งฝุ่น เมื่อถ่ายรูปแล้วเปิดแฟลช หน้าจะได้ไม่มันเงา ใช้แปรงหัวใหญ่ขนแปรงนุ่มปัดบางๆ บริเวณที่จะถูกแสงกระทบมากที่สุดคือ จมูก แก้ม และหน้าผาก โดยอาจต้องเติมแป้งเป็นระยะเมื่อเห็นว่าแป้งเริ่มหลุดหรือหน้าเริ่มมัน
ถ้าให้ช่างมืออาชีพช่วยแต่งหน้า ควรให้มีการเทสแต่งหน้าดูก่อนว่าชอบหรือไม่ และลองถ่ายรูปทั้งในแสงธรรมชาติและเปิดแฟลชด้วยว่าออกมาพอดีหรือไม่ เพราะบางทีการแต่งหน้าที่ดูไม่ค่อยสวย เมื่อถ่ายรูปออกมาแล้วอาจดูสวยเป็นธรรมชาติมากกว่าการแต่งหน้าแบบที่แต่งในชีวิตประจำวัน
ถ้าเป็นงานที่ยาวนานตั้งแต่เช้าจรดค่ำ สิ่งที่สำคัญที่สุดคือรองพื้นดีๆ ที่จะไม่ไหลเป็นคราบเมื่อถูกเหงื่อ และไม่เปลี่ยนสีหรือไหลเยิ้มเมื่อเจอความร้อน และเมคอัพ 3 อย่างที่ต้องมีติดตัว คือ ดินสอเขียนขอบตา ชิมเมอร์อายแชโดว์ และลิปกลอสสีสวยๆ เพื่อจะได้เติมหน้าให้ดูสวยสดใสอยู่เสมอ
ข้อควรระวังคือ อย่าแต่งหน้าอินเทรนด์เกินไป เช่นลากอายไลเนอร์ยาวเฟื้อย แต่งตาแบบสโมคกี้อาย หรือปัดแก้มแดงแจ๋ เพราะเมื่อเวลาผ่านไปแล้วกลับมาดูรูปอีกครั้งคุณจะดูเชย ทางทีดีควรแต่งหน้าแบบคลาสสิคในโทนนู้ดจะได้ดูเป็นธรรมชาติ
สำหรับผู้หญิงอายุ 40 ขึ้นไป สามารถแต่งหน้าให้ดูสดใสโดยใช้เมคอัพโทนสว่างที่จะสะท้อนแสงทำให้หน้าดูมี น้ำมีนวล แต่ต้องกลมกลืนกับโทนสีผิวด้วยจะได้ดูไม่หลอกตา และทาชิมเมอร์บางๆ ลงบนโหนกแก้มเพื่อเพิ่มประกายสดใสให้ใบหน้า
ปิดท้ายด้วยเคล็ดลับการดูแลผมสำหรับวันพิเศษสักเล็กน้อย เพราะถ้าหน้าเด้งแต่ผมแห้งกรอบก็จะทำให้ความสวยลดลงกว่าครึ่ง อยากให้ผมสวยสุขภาพดีควรหมักผมสัปดาห์ละหนึ่งครั้งหรืออย่างน้อยสองสัปดาห์ ครั้งอย่างน้อย 3 เดือนก่อนวันงาน และหากต้องการตัดผมควรตัดผมก่อนวันสำคัญประมาณ 2-3 สัปดาห์ เพราะหากมีข้อผิดพลาดจะได้แก้ไขทัน
ลิงค์ที่เกี่ยวข้อง http://women.mthai.com/forum/topic/316595
เสื้ออ้วน
เสื้อBig size